NEWS UPDATE

ทศวรรษแห่งศรัทธาปชาสโมสร ย้อนรอย 10 ปี พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคียงคู่พระธาตุเขาน้อย เมืองน่าน

ทศวรรษแห่งศรัทธาปชาสโมสร ย้อนรอย 10 ปี พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคียงคู่พระธาตุเขาน้อย เมืองน่าน

หากจะเอ่ยถึงแลนด์มาร์คอันเป็นศูนย์รวมใจของชาวล้านนาตะวันออกและเหล่านักเดินทางผู้มาเยือนเมืองน่าน ยอดดอยเขาน้อย ณ วัดพระธาตุเขาน้อย ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน ย่อมเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ทุกคนต้องพากันมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และชื่นชมทิวทัศน์เมืองน่านในแบบพาโนรามานอกเหนือจากองค์พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่านที่ประดิษฐานอย่างสง่างามหันพระพักตร์สู่ตัวเมืองแล้ว บนยอดดอยแห่งนี้ยังมีอีกหนึ่งอนุสรณสถานแห่งความจงรักภักดีที่เพิ่งก้าวผ่านวาระครบรอบ 10 ปีของการสถาปนามาอย่างมั่นคง นั่นคือ “พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงม้า” ซึ่งได้ประกอบพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

 

ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ: ฟ้าเปิดรับ “พระอาทิตย์ทรงกลด” รับวันสมโภช

หากย้อนเวลากลับไปในวันพิธีสมโภชเมื่อสิบปีก่อน หนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยังคงได้รับการกล่าวขานและสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้ร่วมงานกว่า 300 ชีวิต คือปรากฏการณ์ “พระอาทิตย์ทรงกลด” ขนาดยักษ์ที่เกิดขึ้นเหนือยอดดอยเขาน้อย ในขณะที่พิธีกรรมดำเนินไปท่ามกลางแสงแดดและหมู่เมฆ ท้องฟ้ากลับเปิดออกเผยให้เห็นวงแสงสีรุ้งล้อมรอบดวงอาทิตย์ เป็นภาพที่ฉายส่องลงมายังองค์พระบรมรูปทรงม้าที่กำลังเยื้องย่างอย่างสง่างาม ราวกับเป็นศุภนิมิตและเทวานุภาพที่ร่วมแซ่ซ้องอนุโมทนาในบุญพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งนั้น สร้างความปิติยินดีและขนลุกซู่ให้แก่ผู้ศรัทธาที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่งพิธีกรรมในวันนั้นดำเนินไปอย่างเข้มขลัง โดยได้รับความเมตตาจาก พระราชคุณาภรณ์ (เจ้าคณะจังหวัดน่าน และเจ้าอาวาสวัดภูมินทร์ ในขณะนั้น) เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระราชาคณะและพระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ อาทิ รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดพญาภู และรองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์และประกอบพิธีเบิกพระเนตร

 

ป้ายจารึกหินอ่อน: บันทึกแห่งความจงรักภักดีและจิตศรัทธาของผู้นำสร้าง

ในส่วนของฝ่ายฆราวาส ซึ่งมี พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท เป็นประธาน และคณะผู้จัดสร้าง ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญและข้าราชการระดับสูงของจังหวัดเข้าร่วมเป็นเกียรติอย่างพร้อมเพรียง นำโดย พลตรี วิทยา วรรคาวิสันต์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38, พลตำรวจตรี ดร.ภาดล ประภานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และ นายกมลโลจฒน์ เชียงวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ซึ่งต่างเดินทางมาร่วมอำนวยการและเป็นสักขีพยานร่วมกับ นายนรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และ ดร. ชุมพล มุสิตานนท์ ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน

ด้านหน้าขององค์อนุสรณสถานจารึกข้อความ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระมหากษัตริย์ผู้หน่อพุทธางกูร

ทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่น

ในอันที่จะรักษาสยามรัฐสีมาให้เป็นอิสราธิปไตย

ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้สำหรับเป็นเรือใหญ่

นำเหล่าสัตว์ข้ามสังสารวัฏสู่ฝั่งพระนฤพาน

ขอพระเกียรติยศอันรุ่งเรือง

และพระบรมราชปรารถนาอันสำเร็จดีแล้ว

จงสถิตสถาวรอยู่ตราบดินฟ้า”

และหากใครได้เดินเข้าไปศึกษาด้านหลังอย่างใกล้ชิด จะพบแผ่นป้ายจารึกหินอ่อนสีดำขลับที่สลักตัวอักษรสีทองอร่ามไว้อย่างเรียบง่ายทว่าทรงคุณค่า บันทึกเจตนารมณ์อันแน่วแน่ไว้ใจความว่า: “พระบรมรูปสมเด็จพระมหาวีรกษัตริย์นี้ พันเอก นาฬิกอติภัค แสงสนิท สร้างขึ้นเป็นราชสักการะบูชา เฉลิมพระเกียรติ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ วันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙”

 

ข้อความบนป้ายจารึกนี้ นอกจากจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงบทบาทของ พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท (ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ในขณะนั้น) ในฐานะผู้นำต้นบุญและแกนนำหลักผู้ตั้งมั่นอุทิศตนจัดสร้างถวายมรดกชิ้นงามนี้ไว้ให้เป็นสมบัติของแผ่นดินแล้ว ยังสะท้อนถึงการทำงานร่วมกับคณะศรัทธาและส่วนราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับพื้นที่สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชาวน่านได้ร่วมภาคภูมิใจในฐานะผู้ปกปักรักษาร่วมกัน

 

ถักทอสายใยแห่งความกตัญญู: สู่อนุสรณสถาน

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหาวีรกษัตริย์ผู้ทรงหลั่งโลหิตและหยาดเหงื่อเพื่อผืนแผ่นดินไทย นับตั้งแต่ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศอิสรภาพเมื่อปี พ.ศ. 2127 พระองค์ต้องทรงนำทัพตรากตรำทำสงครามปกป้องพระนครอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผ่านศึกใหญ่น้อยนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อปกป้องเอกราชและคืนความร่มเย็นเป็นไทมาสู่ลูกหลานชาวสยาม แม้ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ พระองค์จะมิได้ทรงมีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาที่จะคอยกราบอภิวาทและบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายตามสายโลหิต แต่ความเสียสละอันยิ่งใหญ่หาที่สุดมิได้ของพระองค์ ก็ได้สลักลึกอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคนเสมือนสายใยแห่งความกตัญญูต่อบิดาของแผ่นดิน

 

ด้วยเหตุแห่งความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่หยั่งรากลึกในดวงจิต ประกอบกับพระองค์เคยทรงม้าลาดตระเวนตรวจชัยภูมิกอบกู้บ้านเมือง ณ ผืนดินอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท จึงได้ร่วมแรงร่วมใจจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้น ณ วัดพระธาตุเขาน้อย ขอให้สถานที่แห่งนี้เป็นดั่งร่มเงาแห่งความภักดี ที่ซึ่งลูกหลานไทยในปัจจุบันและอนาคต จะได้มาร่วมน้อมดวงใจรำลึกถึงพระคุณอันล้นพ้น พร้อมทั้งร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานน้อมอุทิศกุศลผลบุญทั้งปวง น้อมเกล้าฯ ถวายแด่ดวงพระวิญญาณ ให้ทรงสถิตสถาพรในสัมปรายภพด้วยความเกษมสำราญตราบชั่วฟ้าดินสลาย

 

เสียงสะท้อนจากชุมชน: 10 ปีแห่งความผูกพันและศูนย์รวมใจชาวบ้าน

จากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้คนในชุมชนรอบดอยเขาน้อย ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พระบรมรูปองค์นี้ได้หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างสมบูรณ์ แม่เพลินจิต พ่วงเจริญ ผู้นำชุมชนในอำเภอเมืองน่าน เล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มว่า “จำวันพิธีได้แม่นยำ ตอนที่พระอาทิตย์ทรงกลดชาวบ้านพากันยกมือท่วมหัว ถือเป็นบุญตามาก ตั้งแต่นั้นมาเวลาคนในบ้านจะไปสอบ ไปทำงานไกลๆ หรือมีเรื่องไม่สบายใจ ก็จะขึ้นมาอธิษฐานจิตกราบไหว้ขอพรที่นี่เสมอ ขาดไม่ได้เลย”

ขณะที่ อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน ได้สะท้อนมุมมองในแง่ของการพัฒนาชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนว่า “การสร้างพระบรมรูปในวันนั้นช่วยพลิกฟื้นและยกระดับดอยเขาน้อยให้คึกคักขึ้นมาก ไม่ใช่แค่คนน่านที่มากราบไหว้ แต่นักท่องเที่ยวที่มาชมวิวก็พากันมาศึกษาประวัติศาสตร์รอบๆ ฐานพระบรมรูป ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว และชาวบ้านเองก็รู้สึกหวงแหน คอยช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดรอบบริเวณเสมือนเป็นสมบัติของพวกเราทุกคน”

มรดกวัฒนธรรมที่ยืนยง

ในวันนี้ เมื่อเวลาเวียนมาบรรจบครบ 10 ปี พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงม้า บนยอดดอยเขาน้อย ได้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนกราบไหว้ แต่เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และความเสียสละของบูรพมหากษัตริย์ไทยที่มีต่อแผ่นดิน บรรยากาศรอบองค์พระบรมรูปในปัจจุบันยังคงได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทางวัดและชุมชน แวดล้อมไปด้วยเครื่องสักการะและรูปปั้นไก่ชนที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายแก้บนอย่างไม่ขาดสาย

การก้าวสู่ปีที่ 11 ของอนุสรณสถานแห่งนี้ จึงเป็นข้อพิสูจน์อันประจักษ์ชัดว่า โครงการที่เกิดจากความร่วมมืออย่างแท้จริงของทุกภาคส่วน โดยมีผู้นำที่ตั้งมั่นในความดีและแรงศรัทธาที่แกร่งกล้าจากใจของประชาชน ย่อมสามารถสร้างมรดกทางวัฒนธรรมที่ยืนยง เคียงคู่เมืองน่านและแผ่นดินไทยไปตราบนานเท่านาน