NEWS UPDATE

Beyond Skincare! จับตา New Beauty Economy เทรนด์ความงามเปลี่ยนครั้งใหญ่ THE KLINIQUE GROUP รับคลื่นหัตถการยุคใหม่

Beyond Skincare! จับตา New Beauty Economy เทรนด์ความงามเปลี่ยนครั้งใหญ่ THE KLINIQUE GROUP รับคลื่นหัตถการยุคใหม่

กระแสความงามแบบผสมผสานกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อผู้บริโภคไม่ได้ดูแลตัวเองโดยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแล้วเท่านั้น แต่ยังเปิดรับเทคโนโลยีและหัตถการทางการแพทย์เป็นทางเลือกเพิ่มเติม รายงาน Layered Beauty 2026 เผยว่า 84% ของกลุ่มตัวอย่างจาก 9 ประเทศต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ 81% ของกลุ่มตัวอย่างไทยเปิดรับการใช้บริการหัตถการหลายประเภท ด้าน THE KLINIQUE GROUP มอง New Beauty Economy เป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมความงาม ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชี่ยวชาญของแพทย์ เทคโนโลยี และการดูแลเฉพาะบุคคล

ความงามยุคใหม่ไม่ได้มีคำตอบเพียงรูปแบบเดียวอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาไม่ได้มีเพียงผิวพรรณที่ดีขึ้นหรือรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับตัวเอง ตั้งแต่การดูแลคุณภาพผิว การลดริ้วรอย การยกกระชับ ไปจนถึงการดูแลรูปหน้าให้มีความสมดุล ขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้มีทางเลือกด้านความงามหลากหลายขึ้น แนวคิด Beyond Skincare จึงสะท้อนการดูแลความงามที่ก้าวไปไกลกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว โดยนำทางเลือกต่าง ๆ มาพิจารณาร่วมกันตามปัญหา เป้าหมาย และความต้องการของแต่ละบุคคล

แนวโน้มนี้กำลังทำให้เกิดมิติใหม่ภายใต้แนวคิด New Beauty Economy หรือเศรษฐกิจความงามยุคใหม่ ซึ่งคุณค่าของธุรกิจไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีหรือหัตถการใหม่ ๆ แต่รวมถึงความสามารถในการทำความเข้าใจผู้บริโภคและออกแบบการดูแลที่ตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ มาตรฐานการบริการ และความเชื่อมั่นของผู้รับบริการ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันของอุตสาหกรรม Medical Aesthetics ในระยะต่อไป

ข้อมูลที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอยู่ในรายงาน Layered Beauty: The New Aesthetic Mindset ของ Allergan Aesthetics ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับบริการความงามและหัตถการจำนวน 12,286 คน ใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่า 84% ต้องการผลิตภัณฑ์และหัตถการที่ให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ 71% กังวลว่าผลลัพธ์อาจดูไม่เป็นธรรมชาติหรือมากเกินไป สะท้อนความสำคัญของการรักษาเอกลักษณ์และความสมดุลของรูปลักษณ์ในมุมมองของผู้บริโภคกลุ่มนี้

รายงานยังพบว่า 81% ให้ความสำคัญกับแผนการดูแลความงามเฉพาะบุคคล และ 78% เข้าใจประโยชน์ของการวางแผนดูแลระยะยาวร่วมกับผู้ให้บริการ สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลความงามที่มีเป้าหมายและความต่อเนื่อง มากกว่าการเลือกทำหัตถการตามความนิยมในแต่ละช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว

สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจพบว่า 81% ของกลุ่มตัวอย่างเปิดรับการใช้หัตถการหลายประเภทเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความงาม ขณะที่ 82% เข้าใจว่าการผสมผสานหัตถการสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้ สะท้อนการเปิดรับแนวคิด Layered Beauty หรือการดูแลความงามแบบผสมผสาน ซึ่งพิจารณาปัญหาผิวพรรณ รูปหน้า และเป้าหมายด้านความงามอย่างเชื่อมโยงกัน โดยการเลือกใช้หัตถการแต่ละประเภทยังคงต้องขึ้นอยู่กับการประเมินความเหมาะสมและข้อจำกัดของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคจะมีทางเลือกด้านความงามมากขึ้น แต่รายงานเดียวกันพบว่า 57% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นวางแผนดูแลความงามอย่างไร ท่ามกลางข้อมูลจำนวนมากบนสื่อออนไลน์ สะท้อนช่องว่างระหว่างการเข้าถึงข้อมูลกับการตัดสินใจ และความสำคัญของคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่สามารถอธิบายทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และความเหมาะสมของทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน

นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมความงามว่า

“สำหรับเรา New Beauty Economy ไม่ใช่เพียงโอกาสจากเทคโนโลยีหรือหัตถการใหม่ ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจความงาม จากการมุ่งนำเสนอบริการเพียงครั้งคราว ไปสู่การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะลูกค้าแต่ละคนมีปัญหา เป้าหมาย และความคาดหวังที่แตกต่างกัน ความท้าทายของผู้ดำเนินธุรกิจนี้ จึงอยู่ที่การพัฒนาบริการและประสบการณ์ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้หลากหลาย พร้อมรักษามาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว”

นพ.อภิรุจกล่าวเพิ่มเติมว่า

“วันนี้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับความงามได้มากขึ้น แต่การมีข้อมูลมากไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเสมอไป บทบาทของแพทย์ผู้ชำนาญการจึงไม่ใช่เพียงการแนะนำว่าควรทำหัตถการอะไร แต่ต้องสามารถบอกได้ด้วยว่าอะไรเหมาะสม อะไรยังไม่จำเป็นต้องทำ รวมถึงอธิบายผลลัพธ์และข้อจำกัดที่ควรทราบ เพราะความงามที่ดีไม่ใช่การทำให้มากที่สุด แต่เป็นการดูแลอย่างพอดี ปลอดภัย และเหมาะกับแต่ละคน”

สำหรับ THE KLINIQUE GROUP แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งตอบสนองความต้องการด้านความงามของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ผ่านแบรนด์ที่มีจุดยืนแตกต่างกัน ได้แก่ THE KLINIQUE ในกลุ่ม Premium High-End, L.A.B.X ในกลุ่ม Premium Mass และ L’CLINIC ในกลุ่ม High-Quality Mass รวมถึง ACNE LABS CLINIC ที่มุ่งเน้นการดูแลปัญหาสิวและผิวพรรณโดยเฉพาะ ตลอดจนธุรกิจศัลยกรรมและ Wellness

ล่าสุด กลุ่มบริษัทยังได้เริ่มขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลความงามและสุขภาพนอกเหนือจากบริการภายในคลินิก สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในหลายมิติมากขึ้น โดยกลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ การเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และการรักษามาตรฐานการให้บริการในธุรกิจหลัก

ท่ามกลางกระแส Beyond Skincare และ New Beauty Economy โอกาสของอุตสาหกรรมความงามจึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์หรือหัตถการในตลาด แต่รวมถึงความสามารถในการช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเอง เพราะในวันที่ทางเลือกด้านความงามมีมากขึ้น ความเชี่ยวชาญ ความปลอดภัย และความไว้วางใจ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ Medical Aesthetics ในระยะยาว